
ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก (สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน มิ.ย.2568 ลดลง 6.7 จุด เทียบเดือน พ.ค.2568 และลดลงต่ำสุด New Time Low ในรอบ 42 เดือน
กล่าวโดยรวมดัชนี 6 เดือนแรกปี 2568 อยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลาง 50 และต่ำกว่าช่วง 6 เดือนแรก เทียบช่วงเดียวกันของ 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) โดยปรับลดลงทุกองค์ประกอบ นับตั้งแต่ ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ และความถี่ในการใช้บริการ รวมถึง “ลดลง” ทุกภูมิภาคและทุกประเภทร้านค้า ยกเว้นห้างสรรพสินค้า แฟชั่น-ไลฟ์สไตล์
การลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นเดือน มิ.ย. มาจากปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจ การเมืองภายในประเทศ มีแนวโน้มเข้าสู่โหมด “เกมโอเวอร์” ส่งผลให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชะงัก การบริโภคที่แย่อยู่แล้วก็ยิ่งดิ่งเหวลงไปอีก! นโยบายที่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากนี้จึงไร้ทิศทาง นับตั้งแต่นโยบายการท่องเที่ยวที่คลอดออกมาแบบ “ไล่ตามเงาในอดีต” โครงการไทยเที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งเคยดำเนินการมาแล้วก็ล่มตั้งแต่วันแรก เกมการเมืองกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นฝ่ายถอยร่นตั้งรับ จนเป็นเหตุให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน คณะรัฐมนตรีแต่ละท่านที่มาใหม่ก็ออกตัวแรงแข่งกันสร้างผลงานระยะสั้นด้วยนโยบายแบบเว่อร์วัง อาทิ ขึ้นค่าแรง 650 บาท ข้าราชการแต่ละกระทรวงก็เริ่มใส่เกียร์ว่าง รอดู “เกมโอเวอร์” และคอยลุ้นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต่อไป ส่วนความปั่นป่วนภายนอกประเทศจากแรงอาละวาดทรัมป์ 2.0 ใกล้กำหนดเส้นตาย 90 วัน ทีมเจรจา “Thailand Team” ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปของการเจรจา ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านได้บรรลุข้อตกลงไปเรียบร้อยโรงเรียนเวียดนามแล้ว
ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม 6 เดือนแรก อยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลาง 50 และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของ 3 ปีก่อน ดัชนี 6 เดือนแรกถอยรูดลงอย่างชัดเจน เป็นสัญญาณบ่งบอกแนวโน้มความอ่อนตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสต่อๆ ไป คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่น RSI น่าจะไหลลงอย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดไตรมาส 3 ส่งผลให้แนวโน้มภาคการค้าปลีกค้าส่งและบริการอาจเติบโตติดลบได้
ภาพรวมเดือน เม.ย.2568 เป็นอย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียด เดือน มิ.ย. ต่อเนื่องเดือน พ.ค.2568
SSSG (MoM)…จาก 37.5 จุด ไปอยู่ที่ 30.8 จุด ลดลง 6.7 จุด
Spending Per Bill…จาก 39.2 จุด ไปอยู่ที่ 32.7 จุด ลดลง 6.5 จุด
Frequency of Shopping...จาก 37.5 จุด ไปอยู่ที่ 34.0 จุด ลดลง 3.5 จุด
ผลจาก SSSG โดยภาพรวมยอดขายเดือน มิ.ย.ลดลงมากกว่า 10% เทียบเดือน พ.ค. สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงเร็ว บรรยากาศการจับจ่ายเดือน มิ.ย.เงียบต่อเนื่อง นับจากผ่านช่วงสงกรานต์เป็นต้นมา เมื่อพิจารณาความเชื่อมั่นรายภูมิภาค ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกภูมิภาค และลงมาอยู่ต่ำกว่าเส้นระดับค่ากลางที่ 50 จุดทุกภูมิภาค
ปรากฏการณ์ที่อาจได้เห็นในช่วงครึ่งปีหลัง
1. อัตราเงินเฟ้ออาจจะกลับมาสูงอีกรอบ ฉากทัศน์ที่เลวร้ายในการโจมตีระหว่างอิหร่านและอิสราเอล อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีกรอบ คนไทยบริโภคน้ำมันราว 1 ล้านลิตรต่อวัน แต่ผลิตได้เพียง 70,000 ลิตรต่อวันเท่านั้น ที่เหลือต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ การหยุดชะงักของแหล่งนำเข้า หรือความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก อาจส่งผลให้ผู้บริโภคต้องรับมือกับราคานำเข้า เช่น น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม สินค้าอุปโภค ที่มีโอกาสปรับขึ้น
2. “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ที่อาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ งบลงทุนปี 2568 (ต.ค. 2567- มี.ค. 2568) ถูกเบิกไปได้เพียง 26% จากงบลงทุนทั้งปีกว่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ทำให้การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า กรณีที่การเมืองเกมโอเวอร์ก่อนงบประมาณปี 2569 ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา งบประมาณปี 2569 ราว 3.3-3.5 ล้านล้านบาท อาจต้องยืดยาวล่าช้า 4-6 เดือน
3. การปรับค่าแรงขั้นต่ำอาจมีรอบ 3 คงต้องบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า ปี 2568 มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มากกว่า 1 ครั้งในรอบปี ซึ่งโดยทั่วไป การประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะดำเนินการเพียงปีละ 1 ครั้ง ไม่เดือน ม.ค. ก็เดือน พ.ค. แต่ปี 2568 การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำประกาศไปแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2568 ครั้งที่ 2 มีผลวันที่ 1 ก.ค.2568 การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ครั้งที่ 3...อาจเกิดขึ้นได้ในรอบปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การเมืองกำลังจะเกมโอเวอร์
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องขยับอย่างมีทิศทาง
รัฐบาลมีงบประมาณ 157,000 ล้านบาท จากโครงการแจกเงินโดยตรงให้ประชาชนผ่านดิจิทัลวอลเล็ต แล้วต้องยกเลิกด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ซึ่งเบิกจ่ายได้ครบถ้วนภายในกรอบเวลาที่กำหนดคือ สิ้นเดือน ก.ย.2568 ทั้งนี้ มาตรการที่นำเสนอจะต้องสามารถเบิกจ่ายได้ภายใน เดือน ก.ย.2568 และมุ่งเน้นการสนับสนุนร้านค้า และเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ
1.โครงการ "Easy e Receipt Phase 2"
เป็นการขยายโครงการ “ Easy e Receipt Phase 1” เดือน ม.ค.-ก.พ. ที่ประสบความสำเร็จ มุ่งเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายใน ร้านค้า ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (200%) สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ จำกัดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 4 เดือน (ส.ค.-ธ.ค.) จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในเมืองได้ถึง 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ร้านค้า ส่งเสริมร้านค้า เข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
2.โครงการแจกเงินเมื่อผ่านพัฒนาทักษะแรงงาน : Up-skill Re-skill
เรามีแรงงานนอกภาคเกษตรและอยู่ในระบบประกันสังคมราว 12 ล้านคน การลงทุนในทุนมนุษย์ช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานและขีดความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว แนวทางกำหนดให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณไปยังสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรมต่างๆ โดยให้มาลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ” บุคลากร ผู้ใช้แรงงาน ลงทะเบียนเรียน พัฒนาทักษะ กับสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรมต่างๆที่ได้มาตรฐานตามที่ลงทะเบียนไว้ในแอป “ทางรัฐ” และหลักสูตร Up-skill Re-skill ที่ได้หารือกับผู้ประกอบการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อผ่านการอบรมเรียนรู้ หลักสูตร Up-skill Re-skill ตามที่ผู้ประกอบการกำหนด ให้นำใบรับรองการอบรมหลักสูตรมาเสนอให้ผู้ประกอบการเห็นชอบ โครงการนี้ คาดว่าจะมีเงินหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 60,000-80,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี
เมื่อผ่านการ Up-skill Re-skill แล้ว ผู้ประกอบการจะมอบเงินเพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เดือนละ จำนวน 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ผู้ประกอบการมอบให้แรงงานผู้ผ่านการพัฒนาทักษะ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีประจำปี 2568 ได้ 3 เท่า (300%)
3.โครงการจ้างงาน รัฐครึ่งเอกชนครึ่ง
โครงการนี้สนับสนุนการจ้างงานใหม่ในเมืองใหญ่ โดยรัฐร่วมจ่ายเงินเดือน 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยจำกัดเงินเดือนที่รัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 7,500 บาทต่อคนต่อเดือน เน้นการจ้างงานในกลุ่มแรงงานที่ตกงาน บัณฑิตจบใหม่ และผู้ด้อยโอกาส มีเป้าหมายสร้างการจ้างงานใหม่อย่างน้อย 200,000 ตำแหน่ง ซึ่งจะช่วยลดอัตราการว่างงานและเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 3,000-5,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีเช่นกัน นอกจากนี้ ยังช่วยให้แรงงานได้รับการพัฒนาทักษะผ่านการทำงานจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว
ปี 2568 จึงไม่ใช่ปีแห่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติ แต่ภาครัฐต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ “ขยับอย่างมีทิศทาง” และ “ตรงจุด ตรงเป้าหมาย” หากเราปล่อยให้เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะซึมลึกต่อไป ความเสียหายอาจลุกลามส่งผลกระทบและความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะลดลงในระยะยาวต่อไป ซึ่งยากที่จะที่กู้กลับมาได้
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1188784