
“ไทย” ครองตำแหน่งประเทศที่มีคนมาเยือนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน ในปี 2019 “ไทย” มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 40 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า ขณะนี้ “มาเลเซีย” และ “ญี่ปุ่น” แซงหน้าไทย แล้ว! โดยปี 2024 มาเลเซียมีชาวต่างชาติมาเยือน 38 ล้านคน ญี่ปุ่นมีชาวต่างชาติมาเยือน 36.9 ล้านคน ขณะที่ไทยมีชาวต่างชาติเยือน 35.5 ล้านคน
ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2025 เหลือเพียงแค่ 34.5 ล้านคน เมื่อพิจารณาจากรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ บวกกับรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยภายในประเทศ และหักลบด้วยค่าใช้จ่ายของคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ พบว่ารายได้สุทธิจากภาคการท่องเที่ยวในปี 2568 คาดอยู่ที่ 2.38 ล้านล้านบาท เป็นสัญญาณเตือนว่า “พลังท่องเที่ยวไทย" เริ่มเสื่อมแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ
วาระเร่งด่วนของชาติในขณะนี้ คือ ต้องกำหนดนโยบาย ผลักเศรษฐกิจดันการท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่ “สถานบันเทิงครบวงจร” ด้วยการชู "ท่องเที่ยว Shopping Tourism" ช่วยเศรษฐกิจไทย ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการชอปปิงระดับเอเชีย ให้นักท่องเที่ยวชอปปิงได้อย่างสะดวกเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย ส่งเสริมรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติไปให้ถึงเป้าหมาย
นโยบายการท่องเที่ยว “ไล่ตามเงาในอดีต”
ปี 2025 รัฐบาล ตั้งเป้าหมายว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือน 35.5 ล้านคน เทียบเท่ากับปีก่อน แต่ช่วงครึ่งปีแรกจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน 3% ในปี 2019 นักท่องเที่ยวจีนมาเยือนไทย 11.1 ล้านคน แต่ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 นักท่องเที่ยวจีนมาเยือนไทยไม่ถึง 2 ล้านคน จากปี 2024 แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าไทยไม่อาจละทิ้งตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้ เมื่อเดือน เม.ย.2568 สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลใช้จ่ายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ เพื่ออุดหนุนเที่ยวบิน 1,000 เที่ยวเป็นเวลา 3 เดือน สำหรับเที่ยวบินจาก 20 เมืองในจีน เพื่อสร้างความตื่นตัวในการเดินทางมาประเทศไทย
จริงอยู่ นักท่องเที่ยวจีนชื่นชอบไทยมาก แต่นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักในรอบ 10 ปีที่แล้ว นโยบายการท่องเที่ยวยังคง “ไล่ตามเงาในอดีต” ไทยต้องแสดงให้เห็นว่า “ไทยมีดีมากมาย” โดยเฉพาะ ต้องชู Shopping Destination ให้ชัดเจน ที่นักท่องเที่ยวจีนต้องกลับมาเที่ยวบ่อยขึ้นถี่ขึ้น
ไทยพร้อม Shopping Destination
แม้ว่า ประเทศไทยมีจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทางทะเลที่สวยงาม วัฒนธรรม วัดวาอาราม แต่สิ่งเหล่านี้มาดูครั้งเดียวก็เลิกไป แล้วก็ไปดูประเทศอื่นๆ ต่อ แต่สิ่งที่จะจูงใจจริงๆ ของการมาซ้ำของนักท่องเที่ยวก็คือ การชอปปิง
การทำให้ประเทศไทยเป็น Shopping Destination จะเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติในการซื้อ สินค้าและยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้มีการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น ศูนย์การค้าไทย ยืนหนึ่งแลนด์มาร์กระดับโลกสำหรับการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ เป็น Top of Mind ที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกนึกถึงอันดับต้นๆ ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นได้ทั้ง Hub of Shopping และ Hub of Entertainment ของเอเชีย
ทั้งหมดนี้ จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อาทิ โรงแรม ที่พัก สปา ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้าน จำหน่ายของที่ระลึก การคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ รวมถึงทำให้ “ตลาดของหิ้ว” ลดลง ประเทศชาติได้ภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ข้อเสนอนโยบาย Shopping Tourism
1. Airport ด่านแรกของ Shopping Tourism ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบสัมปทาน โครงสร้างการกำกับดูแล รูปแบบการส่งมอบสินค้าปลอดอากร และระยะเวลาการได้รับสัมปทานที่จะใช้ในประเทศไทย จะช่วยให้เกิดการแข่งขันที่ดีขึ้น และขับเคลื่อนผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในสนามบินให้สร้างแนวคิดการค้าปลีกใหม่ ยกระดับมาตรฐานการเสนอขายสินค้าและบริการ เพื่อที่นักท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์จากสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ราคาที่แข่งขันได้ และบริการที่ดีขึ้น
2. ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์หรู ที่มีอัตรา 30-45% ให้เหลือ 5-10% ภาครัฐจะได้รับผลประโยชน์สุทธิรวม 16,300-17,500 ล้านบาทต่อปี โดยผลประโยชน์ดังกล่าว มาจากการศึกษาอย่างจริงจังอ้างอิงได้
- มาตรการลดอัตราภาษีนำเข้า สินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์หรู ให้เหลือ 5-10% นี้ จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น 10% ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศสูงขึ้นถึง 163,000 ล้านบาท
- ยอดการชอปปิงของคนไทยในต่างประเทศจะกลับมาสู่ประเทศไทย ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศเติบโตเพียง 2% ต่อปี ขณะที่มูลค่าการชอปปิงของนักท่องเที่ยวไทยในต่างประเทศมีค่าเฉลี่ยเติบโตสูงถึง 19% ต่อปี ภายใต้สมมติฐานดังกล่าวคาดว่า 20% จะถูกผันกลับเข้ามาในประเทศจากการลดอากรในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 15,100 ล้านบาท
- “ตลาดของหิ้ว” หรือ “grey market” ผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีก ประมาณการมูลค่าสินค้านอกระบบ หรือ grey market ใหญ่พอๆกับตลาดสินค้าในระบบ ซึ่งสินค้านอกระบบส่วนนี้ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐ เพราะไม่ได้เสียภาษี ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล และภาษีอากร ภายใต้สมมติฐานดังกล่าวคาดว่า 20% จะถูกผันกลับเข้ามาในประเทศจากการลดอากรในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 9,100 ล้านบาท
3. Downtown VAT Refund ถ้าจะมี...ต้อง “ง่าย-สะดวก-ไม่ซับซ้อน” เมื่อได้สินค้าที่ต้องการตรงตามยอดที่กำหนดแล้วก็ชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ได้เลย
ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวข้างต้นจะทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพึงพอใจในการชอปปิงในประเทศไทย ที่สำคัญ...มีความพึงพอใจเกินกว่าที่คาดหวังไว้ อาทิเช่น ความหลากหลายของสินค้าและร้านค้า ราคาสมเหตุสมผล และการนำเสนอสินค้าที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย นอกจากนี้ ทักษะและความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาของผู้ให้บริการ ความพร้อมของอาคารสถานที่ศูนย์การค้าเพื่อการท่องเที่ยว
จึงไม่ยากเลยที่ประเทศไทยจะเป็น Destination Shopping of Asia
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1189931