
ESG ไม่ใช่กระแสหรือทางเลือก...แต่เป็นสิ่งที่จะเข้ามาเป็นกติกาใหม่ในการทำธุรกิจ เพื่อให้โลกอยู่ได้ ธุรกิจอยู่ได้ ซึ่ง ESG เป็นกรอบการบริหารจัดการที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ Environment การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม, Social การจัดการด้านสังคม และ Governance การจัดการด้านธรรมาภิบาล
ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ Risilience ของธุรกิจ
ถ้าไม่ทำ ธุรกิจก็ไม่โต และไม่รอดแน่
คุณชาตยา สุพรรณพงศ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Food Passion
ESG หมายถึงอะไร
ESG ย่อมาจาก Environment, Social และ Governance คือ แนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่กำไรจากผลประกอบการและการเติบโตทางอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างครอบคลุมทั้ง 3 หลักเกณฑ์ ได้แก่
E - Environmental เป็นหลักเกณฑ์ที่คำนึงถึงความรับผิดชอบของบริษัทต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการดำเนินธุรกิจย่อมมีการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่าที่สุดและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
S - Social เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดว่าบริษัทมีการจัดการความสัมพันธ์และมีการสื่อสารกับลูกจ้าง suppliers ลูกค้า หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) อย่างไร เพราะธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องย่อมมีแนวโน้มว่าธุรกิจราบรื่น โดยอาจสะท้อนได้จากสวัสดิการแรงงาน ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม การให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน เป็นต้น
G - Governance เป็นหลักเกณฑ์ในด้านธรรมาภิบาล เรื่องของความโปร่งใสในการดำเนินงานของธุรกิจ รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตและการตรวจสอบเพื่อผลประโยชน์ที่เป็นธรรมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของธุรกิจทั้งหมด โดยทุกขั้นตอนการดำเนินงานอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้
เหตุผลดีๆ ทำไมธุรกิจค้าปลีกไทยต้องทำรายงาน ESG
กฎหมายไม่ได้กำหนดให้บริษัทต้องโปร่งใส แต่ถ้าบริษัทมี รายงานเกี่ยวกับผลกระทบของธุรกิจของท่านในปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ก็จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น
1. สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดี การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และนักลงทุน ว่าธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
2. ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนมากขึ้น ธุรกิจที่ดำเนินงานตามแนวทาง ESG จะสามารถดึงดูดและรักษาลูกค้ากลุ่มนี้ได้
3. เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การมีคะแนน ESG ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืน
4. ลดความเสี่ยงและต้นทุน การจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความเสียหายและต้นทุนที่เกี่ยวข้อง.
5. สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ธุรกิจที่ดำเนินงานตามแนวทาง ESG จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้.
ตัวอย่างการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกไทยตามแนวทาง ESG
ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) 1.ลดการใช้พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ย่อยสลาย 2.ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและประหยัดพลังงาน จัดการของเสียและขยะอย่างมีประสิทธิภาพ 3.สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.
ด้านสังคม (Social) 1.ดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของพนักงาน 2.สนับสนุนชุมชนและสังคมรอบข้าง 3.ส่งเสริมความหลากหลายและเท่าเทียม 4.จัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
ด้านธรรมาภิบาล (Governance) 1.สร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน 2.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3.ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ 4.มีระบบการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ.
กล่าวโดยสรุป ESG จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นกระแสชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ถึงขั้นระบุเป็นนโยบาย และข้อบังคับใช้ในการทำธุรกิจ การทำ ESG สิ่งสำคัญไม่ใช่ Why หรือ What แต่เป็น How และ When ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีขึ้น ซึ่งได้กลับมาที่ธุรกิจ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงินและมูลค่าระยะยาวให้กับบริษัทได้ ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกก็ใช้ ESG พิจารณาประกอบการลงทุน เพื่อประเมินความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของบริษัท
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1193327