
องค์กรที่ “Toxic” หรือมีวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Culture) หมายถึง ภาวะที่สภาพแวดล้อมภายในองค์กรกลายเป็นสิ่งบั่นทอนขวัญกำลังใจ ขวางกั้นการพัฒนาตัวเองของบุคลากร ไปจนถึงกระตุ้นให้ความสัมพันธ์ของคนภายในองค์กรย่ำแย่ เป็นผลให้องค์กรไม่เติบโต แข่งขันกับคู่แข่งไม่ได้ และไม่สามารถรักษาบุคลากรเก่งๆ เอาไว้ได้
“องค์กรที่ Toxic” ไม่ได้เกิดเพราะมีคนแย่
แต่มักเกิดจาก “คนแย่ได้รับการสนับสนุนให้อยู่ต่อ”
วัฒนธรรมที่เป็นพิษนั้นเป็นเหมือนมะเร็งในระยะเริ่มต้นอาจไม่ค่อยแสดงอาการ แต่ถ้าเริ่มรู้สึกได้ชัดๆ เมื่อไรมักจะเป็นตอนที่ระยะโคม่าแล้ว ถึงตอนนั้นอาจสายเกินเยียวยา
วัฒนธรรมองค์กรเป็นพิษ (Toxic Culture) เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ และคนทำงานเก่งๆ ตัดสินใจลาออก เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน เพราะสุดท้ายมันจะย้อนกลับมา Toxic กับตัวเอง แม้ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่ เงินเดือนสูงก็ตาม
สัญญาณที่บ่งบอกว่าวัฒนธรรมองค์กร Toxic
1. การเมืองในที่ทำงาน เคยมีคนบอกว่า การเมืองมีทุกที่ ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งต้องเจอ “ถ้าคุณไม่เล่นเกม เกมก็จะเล่นคุณ” ต่อให้มีความมุ่งมั่นกับการทำงานเต็มเปี่ยมแค่ไหน แต่ถ้าเข้ามาในองค์กรแล้วพบว่าบริษัทมีการแบ่งฝักฝ่าย เล่นพรรคเล่นพวก ชิงดีชิงเด่นและใช้อำนาจภายในออฟฟิศในทางที่ผิด คุณก็คงรู้สึกเข็ดขยาดและไม่มีความสุขกับการทำงานแน่นอน แทนที่จะช่วยกันยกระดับการทำงานและพัฒนาองค์กร ก็ต้องมานั่งกังวลว่าตัวเองจะโดนใช้เป็นเครื่องมือในเกมการเมืองนี้หรือเปล่า หากเลือกข้างผิด ชีวิตก็อาจดิ่งลงเหวได้ พอจะวางตัวเป็นกลางก็ต้องทนรับแรงกดดันจากฝ่ายอื่นๆ อีก เรียกได้ว่าเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นพิษต่อจิตใจและสร้างความปวดหัวให้กับพนักงานสุดๆ
2. หัวหน้างานขาดความเป็นผู้นำ เลือกเก็บคนที่อยู่เป็นไว้ มากกว่าคนที่ทำงานเก่ง หัวหน้างานที่ดีควรจะเป็นหัวหน้าที่มีความเป็นผู้นำ รับฟังลูกน้อง คอยให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา แต่ถ้าเราพบว่าหัวหน้างานของเราไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้เลย เรียกได้ว่าตรงข้ามทั้งหมด นี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าเรากำลังตกอยู่ใน Toxic Workplace เพราะบทบาทของหัวหน้านั้นมีผลกับการทำงานของพนักงานอย่างมาก ถ้าเราต้องทำงานกับหัวหน้าที่ไม่มีเหตุผล เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่รับฟังลูกน้อง ชอบโยนภาระมาให้ เมื่อเกิดปัญหาก็หายหน้าไปเสมอ พึ่งพาอะไรไม่ได้ และไม่เคยช่วยเหลือในเวลาที่ลูกน้องต้องการ ก็อาจทำให้พนักงานรู้สึกแย่ หงุดหงิดและสับสนกับการทำงานที่ไม่มีคนให้คำแนะนำ ต้องรับภาระหนักขึ้น และพากันหมดไฟในการทำงานได้
3. องค์กรมองพนักงานเป็นเครื่องจักร ระบบองค์กรแบบเก่า ยึดแบบเดิมๆ ไม่เปิดรับวิธีการทำงานแบบใหม่ ถ้าองค์กรของเราให้ความสำคัญกับการทำงานมากกว่าความเป็นอยู่ของพนักงาน ไม่มีความเห็นอกเห็นใจและใช้งานพนักงานเหมือนเครื่องจักร ต่อให้ติดธุระสำคัญหรือมีเหตุจำเป็นยังไง ป่วยหนักหรือสภาพร่างกายย่ำแย่แค่ไหนก็ต้องมาทำงานเพราะบริษัทไม่ยอมให้ลาเด็ดขาด นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าองค์กรไม่ได้แคร์อะไรเราเลย เมื่อองค์กรไม่ใส่ใจและไม่ให้ค่ากับคุณภาพชีวิตของพนักงาน ก็ปักธงแดงเอาไว้เลยว่าองค์กรประเภทนี้เป็น Toxic Workplace อย่างไม่ต้องสงสัย
4. การทำงานไม่มี Work Life balance ทำงานไม่เป็นเวลา ไม่ว่าใครก็ต้องการเวลาพักผ่อนและช่วงเวลาที่ไม่ต้องคิดถึงงาน แต่ถ้าเรายังถูกตามงานในเวลาที่เลิกงานแล้ว หรือโดนทวงงานแม้กระทั่งในวันหยุด อีกทั้งยังถูกบริษัทคาดหวังให้พร้อมตอบข้อความหรือรับโทรศัพท์นอกเวลาทำการด้วยแล้ว นี่ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าที่ทำงานของเราคือ Toxic Workplace รวมถึงแสดงให้เห็นด้วยว่าองค์กรของเราไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเวลาและการทำงานของพนักงาน ทำให้พนักงานไม่มี Work-life Balance ขาดสมดุลในการใช้ชีวิต ซึ่งอาจสร้างความรำคาญใจ เหนื่อยล้า และนำไปสู่ภาวะ Burnout Syndrome หรือหมดไฟในการทำงานได้ในที่สุด
5. พนักงานลาออกบ่อย แม้การลาออกจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงาน แต่หากเราเข้ามาทำงานแล้วพบว่าองค์กรมี Turnover Rate หรืออัตราการลาออกของพนักงานที่สูงผิดปกติ พนักงานลาออกติดกันถี่ ๆ ในระยะเวลาไม่กี่เดือน นี่ก็อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าองค์กรนี้มีอะไรบางอย่างที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นแนวทางในการทำงาน วิธีการสื่อสาร การบริหารจัดการภายในองค์กร วัฒนธรรมองค์กร หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน ดังนั้นถ้าพบว่าพนักงานในองค์กรหลายคนทำงานได้ไม่นานก็ลาออก เราควรสังเกตดูต่อไปว่ามีปัจจัยหรือสาเหตุอะไรที่ทำให้พนักงานลาออกบ่อย เพื่อประเมินว่าออฟฟิศของเราใช่ Toxic Workplace หรือเปล่า
6. ทำงานไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่พัฒนาตัวเอง ถ้าองค์กรของเราเป็นองค์กรที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี แน่นอนว่าพนักงานก็ย่อมมีความสุขกับการทำงาน นำไปสู่การทำงานที่ Productive และมีชีวิตชีวา แต่หากองค์กรของเราเต็มไปด้วยพนักงานที่ทำงานกันแบบซังกะตาย ไม่ใส่ใจกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำงานแบบขอไปที ขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ และไม่มีใครสนใจที่จะพัฒนาทักษะในการทำงานอีกต่อไป ก็แสดงให้เห็นได้ชัดเลยว่าองค์กรของเรามีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับการทำงาน ถ้าเราต้องทำงานในบรรยากาศแบบนี้ไปเรื่อยๆ นานวันเข้าก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเราลดลง ปิดโอกาสในการเติบโตของตัวเอง และหมดไฟตามคนอื่นๆ ไป
สรุป อย่าง ไม่สรุป คนแย่ๆ นั้นเป็นเช่นไร?
องค์กรที่ “Toxic” ไม่ได้เกิดเพราะมีคนแย่ แต่มักเกิดจาก “คนแย่ได้รับการสนับสนุนให้อยู่ต่อ และคนแย่ๆ ในองค์กรที่มักได้การอุปถัมภ์” พอสรุปได้ง่ายๆ 3 แบบ
1. คนเสียงดัง แต่ผลงานว่างเปล่า เขาไม่เก่ง...แต่เก่งทำให้ตัวเองดูเก่ง ไม่เคยสร้างระบบ แต่พูดเหมือนเป็นเจ้าของระบบ ไม่เคยช่วยแก้ปัญหา แต่แซะคนที่ลงมือทำ เขาแย่งซีนของคนทำจริง และพูดซ้ำจนเจ้านายเชื่อว่า “เขาอยู่ไม่ได้ ทีมพังแน่” ทั้งที่ความจริง…เขาแค่ “พูดเก่งกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง”
2. คนดองงาน แต่ขยันทำตัวเป็นเหยื่อ ช้าเสมอ...แต่มีเหตุผลเสมอ ผิดเสมอ...แต่โยนเก่งเสมอ ลึกๆ เขารู้ว่าองค์กรอ่อนแอด้าน “ระบบประเมิน” จึงใช้ความ “ดราม่า” เล่นบทเหยื่อจนผู้ใหญ่สงสาร และเมื่อไม่มีใครกล้าตัดเขาออกทีมที่เหลือต้องทำงานหนักขึ้นทุกวันแทนเขา.
3. คนเก่าคนแก่ที่อยู่มานาน แต่ไม่ยอมอัปเดตตัวเอง เขาเคยเก่ง...ทุกวันนี้ไม่ทันโลก และแทนที่จะเรียนรู้ เขากลับเลือก “กด” คนรุ่นใหม่ มองไอเดียใหม่เป็นการอวดฉลาด มองไฟของคนอื่นเป็นภัยของตัวเองสุดท้ายองค์กรก็ยอมเขา…เพราะ “เกรงใจ” และคนเก่งรุ่นใหม่...ทยอยลาออกอย่างเงียบๆ
ดังนั้น ฝืนเก็บ Toxic ไว้ 1 คน เท่ากับ ทำลายพนักงานดีๆได้ทั้งทีม
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1195283