
ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ก.ย.2568 ลดลง 12.7 จุด เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2568
โดยปรับลดลงในทุกองค์ประกอบ นับตั้งแต่ ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จและความถี่ในการใช้บริการ รวมถึง ลดลงในทุกภูมิภาคและทุกประเภทของร้านค้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น เดือน ก.ย. ลดลงถึง 2 หลัก แต่ ดัชนี RSI ระยะ 3 เดือนข้างหน้ากลับสวนกระแส ปรับเพิ่มขึ้น 11.4 จุด ทำสถิติ new high ในรอบ 9 เดือน สะท้อนถึงความมั่นใจและความหวัง ของนักลงทุน และผู้ประกอบการ
การปรับลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นเดือน ก.ย.เป็นไปตามฤดูกาล เดือน ก.ย. จะเป็นเดือนที่จุดต่ำสุดของปี แต่ปีนี้ ดัชนีเดือน ก.ย. ปรับลดลงมากถึง 2 หลัก (12.7 จุด) เนื่องจากฐานเดือน ส.ค.ปีนี้ ปรับขึ้นสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงที่ดีในทางการเมือง เดือน ก.ย. การเมืองมีทิศทางเข้าสู่โหมด “เฉพาะกิจ 4 เดือน” เพื่อเตรียมสู่การเลือกตั้งต้นปี 2569 และอีกประการหนึ่ง เป็นความโชคดีที่ งบประมาณปี 2569 ได้ผ่านการพิจารณา พร้อมใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ทันที
ขณะที่ ดัชนี RSI ระยะ 3 เดือนข้างหน้ากลับสวนกระแส ปรับเพิ่มขึ้น 11.4 จุด จาก 52.4 จุด มาอยู่ที่ 63.8 จุด ทำสถิติ New High ในรอบ 12 เดือน สะท้อนถึง ผู้ประกอบการมีความมั่นใจ และมีความหวังที่ดี กับรัฐบาลชุดใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่จะเริ่มปลายเดือน ต.ค. จนถึงสิ้นปี 2568
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะมาเพิ่มยอดขายได้มากถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงไม่มีมาตรการส่งผลดีต่อยอดขาย Q4/2568 ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจส่วนใหญ่ยังประเมินว่า ยอดขายมีแนวโน้มลดลง เพราะไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ได้เพียงหวังว่า ภาครัฐจะกรุณาส่งโครงการ Easy-e Receipt phase 2 (พ.ย.-ธ.ค.) มาช่วยเสริมบรรยากาศในการจับจ่ายช่วงเทศกาลปลายปีให้ยอดขายโตได้บ้าง
จากข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นย้อนหลังนับตั้งแต่เดือน ม.ค.2565 จนถึงเดือน ก.ย.2568 พบว่า โดยรวมดัชนีความเชื่อมั่นช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ยังอยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลาง 50 แต่ก็ใกล้เคียงกับเมื่อช่วงเดียวกันของ 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศยังไม่ฟื้นตัว และเป็นมายาวนานกว่า 3 ปี การฟื้นตัวจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างธุรกิจของประเทศ และมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีความหลากหลาย ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม และต้องใช้หลายๆ มาตรการพร้อมๆ กัน
เหตุผลหลักที่ดัชนีเดือน ก.ย.ลดลงเมื่อเทียบเดือน ส.ค.
- เป็นปกติของวัฏจักรเศรษฐกิจที่เดือน ก.ย.จะเป็นจุดต่ำสุดของปี
- เดือน ก.ย. ไม่มีช่วงวันหยุดยาว ผู้บริโภคเดินทางท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงเดือน ส.ค.
- ฝนผิดฤดูกาล เดือน ก.ย. ฝนมากกว่า เดือน ส.ค.
- ภูมิอากาศและอุณหภูมิโดยทั่วไปเดือน ก.ย. เย็นลงกว่า เดือน ส.ค. 2 องศา (จากข้อมูล insight ทุกๆ อุณหภูมิที่ลดลง 1 องศา ยอดขายน้ำอัดลมลดลง 2%) การสั่งสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ Food Delivery จึงดีเป็นพิเศษ
ยอดขายเดือน ก.ย. เทียบเดือน ส.ค. เป็นอย่างไร?
เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียดเดือน ก.ย.ต่อเดือน ส.ค.2568 เราจะพบว่า
SSSG (MoM) จาก 48.2 จุด ไปที่ 29.6 จุด ลดลง 18.6 จุด
Spending Per Bill จาก 45.1 จุด ไปที่ 36.2 จุด ลดลง 8.9 จุด
Frequency of Shopping จาก 49.4 จุด ไปที่ 38.8 จุด ลดลง 10.6 จุด
ผลจาก SSSG(MoM) ลดลง 18.6 จุด สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือน ก.ย. ลดลงมากกว่า 10% เมื่อเทียบเดือน ส.ค. การลดลงเป็นผลจากการไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ประชาชนมาทำกิจกรรมเดินทางนอกบ้านน้อยลง จะเห็นได้จากดัชนี Frequency Of Shopping ลดลง 10.6 จุด Spending Per Bill ลดลง 8.9 จุด สะท้อนถึงกำลังซื้อระดับล่างยังอ่อนแอ ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการจับจ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริโภครอคอยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”
ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิมแยกตามภูมิภาค
กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดัชนีความเชื่อมั่นกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลางเดือน ก.ย.2568 ลดลง เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2568 แต่ก็ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 จุด เมื่อพิจารณาเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะพบว่า ยอดขายลดลง โดยเฉพาะ ห้างสรรพสินค้า แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลงมากกว่า 5%
ปัจจัยที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลง เป็นการลดลงจาก ความถี่ในการจับจ่าย Frequency of Shopping ในขณะที่ Shopping per Basket ทรงตัว ขณะที่ ร้านค้าประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และภัตตาคารร้านอาหาร ยอดขายทรงตัว
ภาคกลาง (ประกอบด้วยภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก) ภาคกลาง ภาคตะวันออก ยอดขายลดลงทุกประเภทของร้านค้า จะเห็นได้จาก ความถี่ในการจับจ่าย Frequency of Shopping และ Shopping per Basket สะท้อนถึง เดือน ก.ย. เป็นช่วง low season ของการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วง low season ของเทศกาลผลผลิตผลไม้ของภาคตะวันออกเช่นกัน
ภาคเหนือ เป็นภูมิภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ เมื่อพิจารณาในรายละเอียด มีเพียงร้านค้าประเภท ซูเปอร์มาร์เก็ต และภัตตาคาร/ร้านอาหาร เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (น้อยกว่า 5%) ส่วนร้านค้าประเภทอื่นๆ ไฮเปอร์มาร์ต และร้านค้าสะดวกซื้อ ลดลงค่อนข้างมาก โดยส่วนใหญ่ลดลงจากการจับจ่าย Shopping per Basket ขณะที่ ความถี่ในการจับจ่าย Frequency of Shopping ทรงตัว สะท้อนถึง ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อที่อ่อนตัว รอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลง เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ อย่างชัดเจน ก็ยังอยู่จุดต่ำกว่าระดับ 50 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะมีเหตุการณ์ไม่สงบตามชายแดนไทย-กัมพูชา ยอดขายของร้านค้าประเภท ภัตตาคาร/ร้านอาหาร และ ไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่กลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (น้อยกว่า 5%) การเพิ่มขึ้นจึงเป็นการเพิ่มขึ้นของ Shopping Per Basket จะเห็นได้จากประชาชนสั่งซื้อสินค้าอุปโภคจากห้างขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีผู้คนเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อนำสิ่งของเครื่องใช้ส่งไปสนับสนุนทหารหาญและผู้ประสบภัยชายแดนกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ได้อานิสงส์จากผู้คนเดินทางเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคใต้ เป็นภูมิภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงมากเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาและการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่น การลดลงเป็นการลดลงของร้านค้าทุกประเภท ทั้งห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ยกเว้นร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่ทรงตัว จะเห็นได้จาก Frequency of shopping (มากกว่า 5%) เนื่องจากเป็นช่วง low season ของการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ปีนี้ ฝนตกชุกกว่าเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ ยอดซื้อต่อใบเสร็จ Shopping Per Basket ทรงตัว
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1202434