ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากร 69.24 ล้านคน 82% ของประชากรไทย สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และ 79% เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ
ในจำนวนคนไทยที่เข้าถึงออนไลน์ มี 57 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำ (Internet Active User) ใช้เวลาอยู่บนออนไลน์ เฉลี่ย 9 ชั่วโมง 11 นาทีต่อวัน ในจำนวนเวลาอยู่บนออนไลน์ ใช้เวลาไปกับ 3 กิจกรรมหลัก คือ
1. Social Media เฉลี่ย 3 ชั่วโมง 11 นาทีต่อวัน
2. ดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มทีวี ครอบคลุมทั้ง broadcast, video streaming, video on demand เฉลี่ย 3 ชั่วโมง 44 นาทีต่อวัน
3. ฟัง Music Streaming 1 ชั่วโมง 30 นาที
ส่วนแพลตฟอร์ม Social Media ยอดนิยมในประเทศไทย 10 อันดับแรก ได้แก่ Facebook/YouTube/LINE/Facebook Messenger/Instagram/Twitter/Skype/LinkedIn/Pinterest/WeChat
จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนได้ว่าทุกวันนี้คนไทยจำนวนมาก มีพฤติกรรม “FOMO” (Fear Of Missing Out) คือ กลัวที่ตัวเองจะตกกระแส กลัวที่ตัวเองจะไม่ทันข่าวร้อนมาแรงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และอยากจะรู้-อยากจะแชร์ก่อนใคร จึงทำให้เกาะติด Social Network ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมา เมื่อคนรับข้อมูลข่าวสาร เรื่องราวต่างๆ บนออนไลน์ในระดับที่ “มากเกินไป” ส่งผลให้เกิดอีกหนึ่งพฤติกรรมตามมา คือ “JOMO” (Joy of missing out) ซึ่งเป็น Mega Trend ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ
มาทำความรู้จัก FOMO กัน
FOMO ย่อมาจากคำว่า Fear Of Missing Out หรือความกลัวที่จะพลาดโอกาสอะไรบางอย่างไป คือ การกลัวที่จะไม่รู้เหมือนที่คนอื่นรู้ กลัวที่จะตกข่าว ตามไม่ทันกระแสที่กำลังเกิดขึ้น หรือกำลังได้รับความนิยม
ข้อดีของ FOMO ก็คือ การเห็นไลฟ์สไตล์หลายมิติอาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทำตาม และช่วยเปิดโลกที่เราไม่เคยรู้มาก่อนจากการเกาะติดกระแสโซเซียลและยังช่วยให้เราพูดกับคนอื่นรู้เรื่อง เพราะไม่อยากตกกระแสซึ่งอาจจะนำไปสู่สิ่งที่ชอบจากการลองเปิดใจ
จะรู้ได้อย่างไรว่า เราเสพติด “FOMO” หรือไม่ ลอง มา Checklist กัน
1. รู้สึกว่าชีวิตนี้ขาด “โทรศัพท์มือถือ” ไม่ได้ ต้องอยู่ติดตัวในทุกๆ เวลา ในทุกๆ ที่
2. มีอาการหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็คทุก 1 นาที เพื่อเลื่อนดู Feed บน Social Network หรือทุกๆ ครั้งที่มีแจ้งเตือน (Notification) เด้งขึ้นมา อดใจไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู
3. ไม่อยากตกกระแส ไม่อยากพลาดเรื่องที่กำลังเป็น Talk of the town เพราะกลัวว่าตัวเองจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง !!
4. อัพเดตเรื่องราวบน Social Network ของตัวเองต่อเนื่อง
5. ชอบมากกับโปรโมชั่นดีลสุดพิเศษบนออนไลน์ เช่น โปรโมชั่น Deal of the day ลด 80% 3 วันนี้เท่านั้น หรือ สินค้าที่เหลือน้อย !!! ต้องรีบคลิกซื้อทันที
กลยุทธ์การตลาดสำหรับ FOMO
- ใช้การตลาดที่สร้างความเร่งด่วน-แคมเปญที่กระตุ้นให้ต้องซื้อเดี๋ยวนั้น เช่น “Flash Sale” หรือ “สินค้ารุ่นลิมิเต็ด”
- ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก-ทำคอนเทนต์ที่สร้างกระแส ทำให้คนพูดถึง เช่น TikTok Challenge หรือรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์
- สร้างความรู้สึก Exclusive-ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของสิ่งพิเศษ เช่น การเป็นสมาชิก VIP หรือ Early Access ก่อนคนอื่น
มาทำความรู้จัก JOMO กัน
JOMO ย่อมาจาก Joy of Missing Out หรือการมีความสุขจากการพลาดบางสิ่งบางอย่างไปซึ่งจะมีความย้อนแย้ง หรือเป็นขั้วตรงข้ามของ FOMO เป็นพฤติกรรมถอยห่างจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสกับกิจกรรมรอบตัว ไม่ยึดติดกับอุปกรณ์สื่อสาร เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเลต หรือการเสพสื่อทางโซเซียลต่างๆ เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่คิดว่าชีวิตหากพลาดกระแสบางอย่างไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด
“JOMO” เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยในประเทศไทย มีคนกลุ่มนี้ประมาณ 5.7 ล้านคน หรือ 10% ของประชากรไทย โดยคนกลุ่มที่มีแนวโน้มเป็น “JOMO” มากที่สุด คือ Gen X
ข้อดีของ JOMO การที่เรามีเวลาให้กับครอบครัวและคนรอบข้างมากขึ้นเนื่องจากการถอยห่างจากโซเซียลทำให้มีเวลาในการได้ใช้ร่วมกับคนอื่นๆ มากขึ้น หรือกลับมาโฟกัสตัวเองได้ดีขึ้น และกล้าหันไปมีความสุขกับการที่ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวในสื่อสังคมออนไลน์ มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำได้นานมากขึ้นเพราะไม่จดจ่อว่าจะมีอะไรใหม่ ๆ เข้ามา ใครทักมาหาบ้างส่งผลให้การทำงาน หรือกิจกรรมที่ทำอยู่ลื่นไหลและมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้เกิดคนกลุ่ม “JOMO” มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. คนมองว่าบนโลกดิจิทัล มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ในขณะที่คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม คนจึงเริ่มพักจากออนไลน์ ไปทำกิจกรรมต่างๆ ในโลกจริง เช่น สปา ท่องเที่ยว
2. คนทำงานยุคนี้ ต้องการ “Work-Life Balance” เป็นการสร้างความสมดุลในการทำงาน และการใช้ชีวิต จึงต้องการให้เวลากับครอบครัว ไม่ต้องการอยู่กับหน้าจอมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ เพื่อทำงานตลอดเวลา
3. คนต้องการ Real Life Experience และ Healthy Living
กลยุทธ์การตลาดสำหรับ JOMO
- เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) เกี่ยวกับคุณค่าและคุณภาพของสินค้า-ผู้บริโภคกลุ่มนี้สนใจที่มาของสินค้า เช่น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือผลิตจากแหล่งที่ยั่งยืน
- ใช้ Content Marketing ที่ให้ความรู้-บล็อก พอดแคสต์ หรืออีเมลที่ส่งเสริมไลฟ์สไตล์เรียบง่าย จะช่วยดึงดูดพวกเขา ไม่ใช้กลยุทธ์เร่งด่วนหรือแรงกดดันในการขาย-ไม่ต้องบอกว่า “รีบซื้อก่อนหมด” เพราะพวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้น
- เน้นสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแรง ดึงดูดคนที่ชอบอะไรเหมือนกันให้มารวมตัวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน
สรุป แบบ ไม่สรุป เมื่อโลกของโซเชียลแบ่งพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ออกเป็น 2 ฝั่ง คือ JOMO (Joy of Missing Out) และ FOMO (Fear of Missing Out) คนสองกลุ่มมีวิธีคิดและพฤติกรรมที่แตกต่าง รวมถึงยังมีแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อที่ต่างกันเช่นกัน การตลาดต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1205416