ส่วนอีกเกือบครึ่งหนึ่ง (50%) ของผู้สำเร็จการศึกษา ยอมรับว่ารู้สึก “ยังไม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน” ขณะที่ มีเพียง 8% ของนายจ้างเท่านั้น ที่เชื่อว่า เด็กจบใหม่รุ่น Gen Z พร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน
นั่นหมายความว่า ทั้งนายจ้างและตัวเด็กเอง ยอมรับว่า “เด็กจบใหม่ยังไม่พร้อมทำงานจริงๆ" ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤติศรัทธาต่อใบปริญญาและระบบการศึกษา ขณะที่ความเชื่อเดิมที่ว่า “การเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะได้งานดี” ก็กำลังถูกท้าทายหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
คำถาม เด็กจบใหม่ยังไม่พร้อมทำงาน ปัญหาคือเด็กหรือระบบการศึกษา?
มหาวิทยาลัยสอนไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดต้องการ Skill Mismatch
ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2568) ระบุว่า อัตราว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่อยู่ที่ประมาณ 1.84% ซึ่งแม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่สูงมากนัก แต่เมื่อเทียบอัตราว่างงานในทุกกลุ่มอายุจะอยู่เพียงแค่ 0.88% ดังนั้น ก็หมายความว่า ตัวเลขของการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ ไม่น่ากังวล จริงหรือ?
ถึงอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขนี้ กลับรุนแรงและซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะแรงงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้ว่างงานโดยตรง แต่กลับอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “การจ้างงานที่ไม่เหมาะสม” (underemployment) เช่น การทำงานนอกสาขา การทำงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะที่เรียนมา หรือ ทำงานที่มีค่าจ้างต่ำ และขาดโอกาสในการเติบโต มากไปกว่านั้น หากเราพิจารณาควบคู่กับข้อมูลและความเห็นของนายจ้างจะพบว่า มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่มองว่าแรงงานจบใหม่ ยังขาดทักษะที่จำเป็นในการทำงานจริง โดยเฉพาะความสามารถในการรับผิดชอบงาน การทำงานเป็นทีม และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุด ที่มหาวิทยาลัยสอนไม่ตรงกับโลกจริงเกิดจากหลายปัจจัย นับตั้งแต่
- การออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่ขาดการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง ระบบการศึกษาของไทย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างมากมาย ในด้านการออกแบบหลักสูตรที่ล้าสมัย ขาดการปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายหลักสูตรไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากว่า 10 ปี และยังเน้นความรู้ในเชิงทฤษฎีเป็นหลัก ขณะที่การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การฝึกงาน หรือการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนกลับเป็นเพียงกิจกรรมเสริมที่มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือในบางสถานศึกษากลับไม่มีกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวให้กับผู้เรียนเลย
- ปัญหาของระบบการศึกษาและการทำงาน สถาบันการศึกษาในหลายสถาบันทั่วโลก มักบังคับให้เด็กต้องเลือกความเชี่ยวชาญ (Specialism) ตั้งแต่ ม. 4/ม. 5 และมหาวิทยาลัย ในขณะที่ ความรู้ในมหาวิทยาลัยหลายอย่างไม่สามารถนำมาใช้ในโลกจริงได้
- ขาดประสบการณ์ทำงานจริงของครูผู้สอน ปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพในโรงเรียนไทยเกิดจากหลายสาเหตุ ประการแรก คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ไม่จูงใจ ทำให้คนเก่งไม่สนใจเข้าสู่วิชาชีพครู หรือลาออกไปทำงานอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ประการที่สอง คือ ภาระงานที่มากเกินไป ครูต้องรับผิดชอบงานนอกเหนือจากการสอนมากมาย ทำให้ไม่มีเวลาพัฒนาตนเองและคุณภาพการสอน ประการที่สาม คือ ระบบการผลิตครูที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง ทำให้เกิดปัญหาครูสอนไม่ตรงวุฒิ ประการที่สี่ คือ การขาดระบบพัฒนาครูที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ครูไม่สามารถพัฒนาทักษะและความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และประการสุดท้าย คือ ทัศนคติของสังคมต่อวิชาชีพครูที่เปลี่ยนไป ทำให้ขาดแรงจูงใจในการเลือกประกอบอาชีพครู
- การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ก็มีบทบาทอยู่ไม่น้อย เนื่องจากภาคธุรกิจบางส่วนหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และพยายามลดขนาดองค์กรให้มีขนาดเล็กมากที่สุด ส่งผลให้การเริ่มต้นชีวิตการทำงาน จึงกลายเป็นความท้าทายสำหรับผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา
ในภาพรวม ปัญหาการว่างงานของเด็กจบใหม่ สะท้อนถึงระบบการศึกษา ที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างโลกของการเรียนรู้ กับโลกของการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูประบบการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างพื้นที่ฝึกฝนทักษะนอกห้องเรียนจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
กล่าวโดยสรุปแบบไม่สรุป ปัญหาเด็กจบใหม่ไม่พร้อมทำงานเกิดจากทั้งตัวเด็กและระบบการศึกษา เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ติดกับดักการทำงานถึงสองชั้น คือ ปริญญาที่ไม่ตรงกับตลาด และตลาดแรงงานที่หดตัวลง เพราะองค์กรตัดลดต้นทุน นายจ้างอยากได้คนมีประสบการณ์ ทั้งที่เด็กเพิ่งจบและยังไม่มีโอกาสสั่งสมประสบการณ์เลย ส่วนมหาวิทยาลัยก็ยังผลิตบัณฑิตโดยไม่มีเส้นทางสู่งานที่ตรงความต้องการของตลาด ระบบการศึกษาไม่ได้ผลิตบัณฑิตให้มีทักษะและคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ
เมื่อปริญญาไม่ได้รับประกัน “ความพร้อมทำงาน” อีกต่อไป และตลาดแรงงานหันมามอง “ทักษะจริง” มากกว่า “ใบจบ” คำถามสำคัญคือ ระบบการศึกษาจะปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่ เพราะถ้า “คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมทำงานจริง" นั่นอาจไม่ใช่ความล้มเหลวของพวกเขา แต่คือความล้มเหลวของระบบที่ยังสอนให้วิ่งตามโลกแบบเมื่อสิบปีก่อน
https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212747