dot dot
dot

dot



 
ข้อบังคับ
ของ
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย

****************

สมาคมการค้านี้จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติสมาคมการค้า  พ.ศ.  2509  และอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานทะเบียนสมาคมการค้าประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร

หมวด  1
บททั่วไป

ข้อ  1.  ชื่อของสมาคม  สมาคมการค้านี้มีชื่อว่า  “สมาคมผู้ค้าปลีกไทย”  ใช้อักษรย่อว่า  “สคท.”  และมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า  “THAI RETAILERS  ASSOCIATION” คำว่า  “สมาคม”  ต่อไปในข้อบังคับนี้ให้หมายถึง  “สมาคมผู้ค้าปลีกไทย”

ข้อ  2.  สำนักงานของสมาคม  นี้ตั้งอยู่  ณ  ห้องชุดเลขที่  100/9  ชั้น  12  อาคารเลขที่  100/2  อาคารว่องวานิช  บี  ถนนพระราม  9  แขวงห้วยขวาง  เขตห้วยขวาง  จังหวัดกรุงเทพมหานคร

ข้อ  3.  ตราของสมาคม  ตราของสมาคมนี้มีเครื่องหมายเป็นรูป



เป็นรูปดอกไม้  ข้างบนเป็นภาษาไทยว่า  “สมาคมผู้ค้าปลีกไทย”  ข้างล่างเป็นภาษาอังกฤษว่า  “THAI  RETAILERS  ASSOCIATION”
 
หมวด  2
วัตถุประสงค์
 
ข้อ  4.  วัตถุประสงค์ของสมาคม  สมาคมนี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
 
(1) ส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจ  ประเภทที่เกี่ยวกับการค้าปลีก
 
(2) สนับสนุนและช่วยเหลือ  แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่าง ๆ  รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก  สอดส่องและติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการค้าปลีกทั้งภายในและภายนอกประเทศ  เพื่ออำนวยประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมการเงินหรือเศรษฐกิจ
 
(3) เสริมสร้างความสามัคคี  ความร่วมมือ  และการประสานงานระหว่างสมาชิกให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น  แลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกันในทางวิชาการ  ข่าวสาร  การค้า  ตลอดจนการวิจัยเกี่ยวกับการค้าปลีก
 
(4) ขอสถิติหรือเอกสาร  หรือขอทราบข้อความใด ๆ  จากสมาชิกเกี่ยวกับการดำเนินการวิสาหกิจค้าปลีก  ทั้งนี้ด้วยความยินยอมของสมาชิก

(5) ส่งเสริมคุณภาพของสินค้าที่สมาชิกเป็นผู้ผลิต  หรือจำหน่ายให้เข้ามาตรฐาน  ตลอดจนวิจัย  และปรับปรุงการผลิตและการค้าให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

(6) ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมการค้าปลีกให้อยู่ในมาตรฐานที่ดี  สอดคล้องกับนโยบายของทางราชการ

(7) ส่งเสริมการผลิตเพื่อให้สินค้ามีปริมาณเพียงพอแก่ความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

(8) ทำความตกลงหรือวางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติ  หรืองดเว้นการปฏิบัติเพื่อให้การประกอบวิสาหกิจของสมาชิกได้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย

(9) ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาชิก  หรือระหว่างสมาชิกกับบุคคลภายนอก  ในการประกอบวิสาหกิจ

(10) ส่งเสริมกีฬา  การเสริมสร้างพลานามัย  และการจัดการบันเทิงตามที่เห็นสมควร

(11) ให้ความอนุเคราะห์แก่สมาชิกในด้านงานสวัสดิการที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติในมาตรา  22  แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า  พ.ศ.  2509

(12) ไม่ดำเนินการใด ๆ  ที่เกี่ยวกับการเมือง
 
หมวด  3
สมาชิกและสมาชิกภาพ

ข้อ  5.  ประเภทสมาชิก  แบ่งออกเป็น  3  ประเภท  มีคุณสมบัติดังนี้  คือ

(1) สมาชิกสามัญ  ได้แก่  นิติบุคคลที่ประกอบกิจการค้าปลีก  ซึ่งได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและคณะกรรมการมีมติให้รับเข้าเป็นสมาชิก

(2) สมาชิกสมทบ  ได้แก่  บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการค้าปลีกรายย่อย  ค้าส่ง  หรือผลิต  หรือจัดจำหน่าย  หรือสถาบันอื่น ๆ  ที่เกี่ยวกับการค้าปลีก  ซึ่งได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและคณะกรรมการมีมติให้รับเข้าเป็นสมาชิก

(3) สมาชิกกิตติมศักดิ์  ได้แก่  บุคคลธรรมดาที่ทรงคุณวุฒิ  หรือบุคคลธรรมดา  หรือนิติบุคคลที่มีอุปการะคุณแก่สมาคม  ซึ่งคณะกรรมการของสมาคมมีมติให้รับเข้าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์และบุคคลนั้นตอบรับคำเชิญ

ข้อ  6.  คุณสมบัติของผู้ที่เป็นสมาชิกสามัญ  และสมาชิกสมทบ  นอกจากมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อ  5  แล้ว  ผู้จะเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยังจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ด้วย  คือ  

(1) ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา

1. เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว

2. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย  หรือบุคคลไร้ความสามารถ  หรือบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ

3. ไม่เคยเป็นบุคคลที่เคยต้องโทษจำคุกตามพิพากษาถึงที่สุดของศาลมาก่อน  เว้นแต่ความผิดลหุโทษ  หรือความผิดที่อัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ  หรือความผิดซึ่งกระทำโดยประมาท

4. ไม่เป็นโรคอันพึงรังเกียจแก่สังคม

5. เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย

6. มีฐานะมั่นคงพอสมควร

7. มีพนักงานปฏิบัติงานในวิสาหกิจของตนเอง  ไม่น้อยกว่า  50 คน

(2) ในกรณีที่เป็นนิติบุคคล

1. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

2. มีฐานะมั่นคงพอสมควร

3. มีพนักงานปฏิบัติงานในวิสาหกิจของตนเอง  ไม่น้อยกว่า  50 คน

ให้นำข้อความใน  6  (1)  ยกเว้นข้อย่อย  ช.  มาใช้บังคับแก่คุณสมบัติของผู้แทนนิติบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลที่เป็นสมาชิกตามข้อ  10  ด้วย

ข้อ  7.  การสมัครเข้าเป็นสมาชิก  ผู้ที่ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกสามัญ  หรือสมาชิกสมทบของสมาคม  ต้องยื่นความจำนงต่อเลขาธิการสมาคม  หรือกรรมการทำหน้าที่แทนเลขาธิการสมาคม  ตามแบบพิมพ์ที่สมาคมได้กำหนดไว้  โดยมีสมาชิกสามัญเป็นผู้รับรอง จำนวนไม่น้อยกว่า  2  คน  เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา
สมาชิกผู้ที่ประสงค์จะเสนอชื่อผู้ที่สมควรเชิญเข้าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์  ต้องยื่นความจำนงต่อเลขาธิการสมาคม  หรือกรรมการทำหน้าที่แทนเลขาธิการสมาคม  เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา

ข้อ  8.  การพิจารณาคำขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก  หลังจากที่ได้รับใบสมัคร  ให้เลขาธิการสมาคมนำใบสมัครเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการของสมาคมในคราวต่อไปครั้งแรก  เมื่อคณะกรรมการของสมาคมมีมติให้รับ  หรือไม่รับผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกแล้วให้เลขาธิการสมาคมมีหนังสือแจ้งให้ผู้สมัครผู้นั้นทราบภายในกำหนดเวลา  7  วัน  นับแต่วันที่ได้ลงมติหนังสือแจ้งดังกล่าวในวรรคแรกจะต้องจัดส่งเป็นจดหมายทางไปรษณีย์ลงทะเบียน  ณ  ที่อยู่ของผู้สมัครที่ปรากฏอยู่ในใบสมัคร
 
ข้อ  9.  วันที่เริ่มสมาชิกภาพ  สมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการมีมติรับเข้าเป็นสมาชิกและผู้สมัครได้ชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงเรียบร้อยแล้ว

ข้อ  10.  การแต่งตั้งตัวแทนของสมาชิก

การแต่งตั้งผู้แทนของสมาชิก  ต้องทำหนังสือแจ้งให้สมาคมทราบ

(1) สมาชิกบุคคลธรรมดา  แต่งตั้งผู้แทนได้  1  คน

(2) สมาชิกนิติบุคคล  แต่งตั้งผู้แทนได้  2  คน  เพื่อปฏิบัติกิจการในหน้าที่และใช้สิทธิแทนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลนั้น  ในการนี้ผู้แทนจะมอบหมายให้บุคคลอื่นกระทำการแทนหรือแต่งตั้งตัวแทนช่วงเข้าร่วมเป็นองค์ประชุมได้  แต่ต้องทำเป็นหนังสือแจ้งให้สมาคมทราบ

ข้อ  11.  การขาดจากสมาชิกภาพ  สมาชิกภาพย่อมสิ้นสุด  ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ตาย  หรือสิ้นสภาพนิติบุคคล

(2) ขาดคุณสมบัติ  ตามข้อ  6

(3) ลาออก  โดยยื่นหนังสือลาออกต่อคณะกรรมการของสมาคม  และได้ชำระหนี้สินที่ค้างชำระแก่สมาคมเรียบร้อยแล้ว

(4) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย

(5) ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ  หรือบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ

(6) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก  เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษ  หรือความผิดที่กำหนดโทษขั้นลหุโทษ  หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท

(7) คณะกรรมการของสมาคมลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนสมาชิก  โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า  3  ใน  4  ของจำนวนกรรมการทั้งหมด  ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดดังต่อไปนี้

1. เจตนากระทำการใด ๆ  ที่ทำให้สมาคมเสื่อมเสียชื่อเสียง
2. เจตนาละเมิดข้อบังคับ
3. ไม่ชำระเงินค่าบำรุงสมาคมเกินกว่า  1  ปี  โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

ข้อ  12.  ทะเบียนสมาชิก  ให้นายทะเบียนจัดทำทะเบียนสมาชิกเก็บไว้  ณ สำนักงานของสมาคม  โดยอย่างน้อยให้มีรายการดังต่อไปนี้

(1) ชื่อและสัญชาติของสมาชิก
(2) ชื่อที่ใช้ในการประกอบวิสาหกิจและประเภทของวิสาหกิจ
(3) ที่ตั้งสำนักงานของสมาชิก
(4) วันที่เข้าเป็นสมาชิก
 
หมวดที่  4
สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

ข้อ  13.  สิทธิของสมาชิก
 
(1) ได้รับความช่วยเหลือและการสงเคราะห์ในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการอันอยู่ในวัตถุประสงค์  ของสมาคมจากสมาคมเท่าที่จะอำนวยได้
 
(2) เสนอความคิดเห็นหรือให้คำแนะนำต่อสมาคม  หรือคณะกรรมการในเรื่องใด ๆ  อันอยู่ในวัตถุประสงค์ของสมาคม  เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของสมาคม
 
(3) ขอตรวจสอบกิจการและทรัพย์สินของสมาคมได้  โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อเลขาธิการหรือกรรมการผู้ทำหน้าที่แทนเลขาธิการ
 
(4) เข้าร่วมประชุมอภิปรายแสดงความคิดเห็นซักถามกรรมการเสนอญัตติในการประชุมให้สมาชิก
 
(5) มีสิทธิประดับเครื่องหมายของสมาคม
 
(6) สมาชิกสามัญเท่านั้นมีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมและมีสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการ
 
(7) สมาชิกสมทบมีสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็นอนุกรรมการ  และออกเสียงลงคะแนนในการประชุมคณะอนุกรรมการและโครงการต่าง ๆ  ของสมาคม
 
ข้อ  14.  หน้าที่ของสมาชิก
 
(1) ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของสมาคม  มติของการประชุมใหญ่  มติของคณะกรรมการและหน้าที่ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากสมาคมด้วยความซื่อสัตย์โดยเคร่งครัด
 
(2) ดำรงรักษาเกียรติและผลประโยชน์ส่วนได้เสียของสมาคม  ตลอดจนต้องรักษาความลับในข้อประชุมหรือวิธีการของสมาคม  ไม่เปิดเผยข้อความซึ่งอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคมโดยเด็ดขาด
 
(3) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของสมาคมให้เจริญรุ่งเรืองและมีความก้าวหน้าอยู่เสมอ
 
(4) ต้องรักษาไว้ซึ่งความสามัคคีธรรมระหว่างสมาชิก  และปฏิบัติกิจการค้าในทำนองช่วยเหลือกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
 
(5) ชำระค่าบำรุงให้แก่สมาคมตามกำหนด
 
(6) สมาชิกผู้ใดเปลี่ยนชื่อ  ชื่อสกุล  สัญชาติ  ย้ายที่อยู่  ย้ายที่ตั้งสำนักงานเปลี่ยนแปลงประเภทวิสาหกิจหรือเปลี่ยนผู้แทนนิติบุคคล  จะต้องแจ้งให้เลขาธิการทราบเป็นหนังสือภายในกำหนดเวลา  7  วัน  นับแต่เปลี่ยนแปลง

หมวดที่  5
ค่าลงทะเบียนเข้าเป็นสมาชิก  และค่าบำรุงสมาชิก
 
ข้อ  15.  ค่าลงทะเบียนเข้าเป็นสมาชิกและค่าบำรุงสมาคม

(1) สมาชิกสามัญ  จะต้องชำระค่าลงทะเบียน  3,000  บาท  (สามพันบาทถ้วน)  และค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปี  โดยคิดตามยอดขาย  ดังนี้

1. ยอดขายไม่เกิน  1,000  ล้านบาท  ชำระปีละ  4,000  บาท  (สี่พันบาทถ้วน)
2. ยอดขายตั้งแต่  1,001  ถึง  5,000  ล้านบาท  ชำระปีละ  7,000  บาท  (เจ็ดพันบาทถ้วน)
3. ยอดขายตั้งแต่  5,001  ถึง  10,000  ล้านบาท  ชำระปีละ  15,000  บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน)
4. ยอดขายตั้งแต่  10,001  ถึง  30,000  ล้านบาท  ชำระปีละ  30,000  บาท  (สามหมื่นบาทถ้วน)
5. ยอดขายตั้งแต่  30,001  ถึง  50,000  ล้านบาท  ชำระปีละ  50,000  บาท  (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
6. ยอดขายตั้งแต่  50,001  ถึง  100,000  ล้านบาท  ชำระปีละ  60,000  บาท  (หกหมื่นบาทถ้วน)
7. ยอดขายตั้งแต่  100,001  ล้านบาทขึ้นไป  ชำระปีละ  70,000  บาท  (เจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

(2) สมาชิกสมทบ  จะต้องชำระค่าลงทะเบียน  3,000  บาท  (สามพันบาทถ้วน)  และค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปี ๆ  ละ  4,000  บาท  (สี่พันบาท)

(3) สมาชิกกิตติมศักดิ์ไม่ต้องชำระค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงอย่างใด ๆ  ทั้งสิ้น

วิธีการเรียกเก็บค่าบำรุงสมาคมประจำปี  สมาชิกต้องชำระค่าบำรุงสมาคมภายในเดือนมีนาคมของทุกปี สำหรับการนับระยะเวลาชำระค่าบำรุงประจำปี  ให้มีผลเริ่มตั้งแต่วันที่  1  เมษายน  และสิ้นสุดวันที่  31มีนาคม  ของแต่ละปี 

หากมีผู้ประสงค์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ฯ  ในระหว่างปี  ให้คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาอัตราค่าบำรุงสมาคมประจำปีตามความเหมาะสม

ข้อ  16.  ค่าบำรุงพิเศษ สมาคมอาจเรียกเก็บค่าบำรุงพิเศษจำนวนเท่าใดจากสมาชิกเป็นครั้งคราว  โดยที่ประชุมใหญ่ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า  3  ใน  4  ของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุมทั้งหมด
 
หมวดที่ 6 
คณะกรรมการของสมาคม
 
ข้อ  17.  ให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง  เป็นผู้บริหารงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคมและเป็นผู้แทนของสมาคมในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก  ประกอบด้วยสมาชิกสามัญซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่มีจำนวนไม่น้อยกว่า  6  คน  และไม่เกิน  15  คน
 

 

 

 

 

 

เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่ครั้งนั้น ๆ จะมีมติเป็นอย่างอื่น การเลือกตั้งกรรมการให้กระทำด้วยวิธีลงคะแนนลับ โดยให้สมาชิกสามัญหรือสมาชิกสมทบเสนอชื่อของสมาชิกสามัญ ซึ่งตนประสงค์จะให้เข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการต่อที่ประชุมใหญ่โดยมีสมาชิกอื่นรับรองไม่น้อยกว่า 2 คน แล้วให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติเลือกตั้ง ให้ผู้ได้รับคะแนนสูงตามลำดับได้เป็นกรรมการตามจำนวนที่กำหนดไว้ในวรรคแรกและตามมติที่ประชุมใหญ่ครั้งนั้น ๆ ถ้ามีผู้ใดคะแนนเท่ากันในลำดับสุดท้ายที่จะได้เป็นกรรมการคราวนั้น ให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติใหม่เฉพาะผู้ที่ได้คะแนนเท่ากัน หากปรากฏว่าได้คะแนนเท่ากันอีกให้ใช้วิธีจับสลาก 

 

 

 

 

ให้คณะกรรมการเลือกตั้งกันเองเพื่อดำรงตำแหน่งประธานสมาคม 1 คน รองประธาน 2 คน เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน ตำแหน่งละ 1 คน และตำแหน่งอื่น ๆ ตามความเหมาะสมด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ได้กำหนดหน้าที่ตามที่เห็นสมควร

 

 

 

 

คณะกรรมการสมาคมอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี นับจากวันที่คณะกรรมการชุดเดิมยื่นจดทะเบียนคณะกรรมการชุดใหม่ต่อนายทะเบียนสมาคมการค้า ฯ แล้ว กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการสมาคมไปแล้วอาจได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการสมาคมต่อไปอีกก็ได้ ถ้ามิได้เป็นการออกจากตำแหน่งกรรมการตามมาตรา 19 และมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.. 2509 แต่ประธานสมาคมจะดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 สมัยติดต่อกันมิได้

 
ข้อ  18.  การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ  กรรมการของสมาคมย่อมพ้นจากตำแหน่งกรรมการในกรณีดังต่อไปนี้
 
(1) ครบกำหนดออกตามวาระ 
 
(2) ลาออก  โดยคณะกรรมการของสมาคมได้ลงมติอนุมัติแล้ว  เว้นแต่การลาออกเฉพาะตำแหน่งตามข้อ  17.  วรรค  3
 
(3) พ้นจากการเป็นผู้แทนของสมาชิกสามัญ  ซึ่งเป็นนิติบุคคล
 
(4) ขาดจากสมาชิกภาพ
 
(5) ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ถอดถอนจากการเป็นกรรมการ
 
(6) เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งให้ออก  ตามมาตรา  33  แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า  พ.ศ.  2509
 
(7) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า  พ.ศ.  2509
 
ข้อ  19.  กรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งกรรมการก่อนครบกำหนดออกตามวาระ  คณะกรรมการอาจตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งให้เป็นกรรมการแทนได้  แต่กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้เป็นกรรมการอยู่ได้ตามวาระของผู้ที่ตนแทน
 
กรณีคณะกรรมการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะก่อนครบกำหนดออกตามวาระ  ให้คณะกรรมการซึ่งพ้นจาก  ตำแหน่งนั้นดำเนินการจัดประชุมใหญ่สมาชิก  เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่  ในกรณีนี้ให้นำความในข้อ24.  มาใช้บังคับโดยอนุโลมคณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งตามวรรคก่อน  อยู่ในตำแหน่งได้ตามวาระของคณะกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งไป
 
ข้อ  20.  องค์ประชุมในการประชุมของคณะกรรมการของสมาคม  การประชุมของคณะกรรมการสมาคมจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า  1  ใน  3  ของจำนวนกรรมการทั้งหมด  เว้นแต่ในขณะที่มีการประชุมคณะกรรมการครั้งนั้น  มีจำนวนกรรมการเหลืออยู่น้อยกว่า  1 ใน  3  ของจำนวนกรรมการทั้งหมด  ในกรณีเช่นนี้กรรมการที่มีตัวอยู่ย่อมทำกิจการได้เฉพาะแต่เรื่องแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นให้ครบจำนวนหรือนัดเรียกประชุมใหญ่เท่านั้นจะกระทำกิจการอย่างอื่นใดมิได้
 
ข้อ  21.  มติของที่ประชุมคณะกรรมการของสมาคม  นอกจากกรณีที่ข้อบังคับนี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  มติของที่ประชุมคณะกรรมการให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการผู้เข้าร่วมประชุม  ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
 
ข้อ  22.  ประธานในที่ประชุม  ให้ประธานสมาคมเป็นประธานในที่ประชุม  ถ้าประธานสมาคมไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้รองประธานสมาคมตามลำดับอาวุโสปฏิบัติหน้าที่แทน  ถ้าทั้งประธานและรองประธานสมาคมไม่อยู่  หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนใดหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมเฉพาะในการประชุมคราวนั้น
 
ข้อ  23.  การประชุมคณะกรรมการของสมาคม  ให้มีการประชุมคณะกรรมการสมาคมไม่น้อยกว่า  2  เดือนต่อครั้ง  แต่ในกรณีจำเป็นประธานสมาคมหรือกรรมการไม่น้อยกว่าจำนวน  1  ใน  3  ของคณะกรรมการจะเรียกประชุมพิเศษขึ้นอีกก็ได้
 
ข้อ  24.  การเข้ารับหน้าที่ของคณะกรรมการ  เมื่อมีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ให้คณะกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งยื่นจดทะเบียนคณะกรรมการชุดใหม่ต่อนายทะเบียนสมาคมการค้าประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร  ภายใน  30  วัน  นับแต่วันเลือกตั้งและส่งมอบหน้าที่ให้คณะกรรมการชุดใหม่ภายใน  30  วัน  นับแต่วันที่นายทะเบียนสมาคมการค้า ฯ  รับจดทะเบียนในกรณีนายทะเบียนสมาคมการค้า ฯ  ยังมิได้รับจดทะเบียนคณะกรรมการชุดใหม่  และคณะกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งยังมิได้ส่งมอบหน้าที่ตามวรรคแรก  ให้คณะกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งนั้นมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมต่อไป  จนกว่านายทะเบียนสมาคมการค้า ฯ  จะรับจดทะเบียนคณะกรรมการชุดใหม่  และคณะกรรมการชุดใหม่นั้นเข้ารับหน้าที่แล้ว
 
ข้อ  25.  อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการของสมาคม  ให้คณะกรรมการของสมาคมมีอำนาจและหน้าที่  ดังนี้
 
(1) จัดดำเนินกิจการและทรัพย์สินของสมาคมให้เป็นไปตามข้อบังคับและมติของที่ประชุม
 
(2) อนุมัติแผนงานและงบประมาณประจำปี
 
(3) จัดงานระเบียบการปฏิบัติงานของสมาคม
 
(4) เลือกตั้งกรรมการให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการตามข้อ  26.  ในตำแหน่งต่าง ๆ  และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในฝ่ายต่าง ๆ  ได้
 
(5) พิจารณาการลบชื่อสมาชิกออกจากทะเบียนสมาชิกภาพตามข้อ  11.  (7)
 
(6) อนุมัติการลาออกของกรรมการ  ตามข้อ  18.  (2)
 
(7) แต่งตั้งสมาชิกกิตติมศักดิ์  ตามข้อ  5.  (3)  และอาจพิจารณาให้เข้าดำรงตำแหน่งเกียรติยศเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคม  หรือที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมก็ได้ตามควรแก่กรณี
 
(8) ว่าจ้าง  แต่งตั้ง  ถอดถอนที่ปรึกษาของคณะกรรมการของสมาคม  อนุกรรมการของสมาคม  ผู้อำนวยการบริหารสมาคม  เจ้าหน้าที่สมาคม  และพนักงานของสมาคม  เพื่อให้การดำเนินงานของสมาคมเป็นไปโดยเรียบร้อย  โดยอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการของสมาคม
 
(9) ดำเนินกิจการอื่นตามข้อบังคับ
 
(10) แต่งตั้งประธานสมาคมที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว  เป็นที่ปรึกษาของสมาคมตามวาระของคณะกรรมการชุดนั้น
 
ข้อ  26.  อำนาจหน้าที่กรรมการของสมาคมในตำแหน่งต่าง ๆ  อำนาจหน้าที่ของกรรมการของสมาคมในตำแหน่งต่าง ๆ  มีดังนี้
 
(1) ประธานสมาคม  มีหน้าที่ดำเนินกิจการของสมาคมให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและนโยบายของคณะกรรมการสมาคม  เป็นผู้แทนของสมาคมในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก  และเป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการของสมาคมตลอดจนในที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
 
(2) รองประธานสมาคม  มีหน้าที่ช่วยเหลือกิจการฝ่ายบริหารซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของประธานสมาคมและกิจการอื่น ๆ  ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานสมาคม  ตลอดทั้งทำการแทนประธานสมาคม  เมื่อประธานสมาคมไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
 
(3) เลขาธิการสมาคม  มีหน้าที่ดำเนินงานธุรกิจทั้งปวง  ควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสำนักงานสมาคม  เก็บรักษาเอกสาร  เป็นเลขานุการในที่ประชุมใหญ่  และที่ประชุมคณะกรรมการ  และปฏิบัติในหน้าที่อื่น ๆ  ตามข้อบังคับและตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ
 
(4) เหรัญญิกสมาคม  มีหน้าที่เก็บรักษา  และจ่ายเงินทำบัญชีการเงิน  เก็บรักษา  และจ่ายพัสดุของสมาคมและปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ  ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
 
(5) นายทะเบียนสมาคม  จัดทำทะเบียนสมาชิก  และทะเบียนต่าง ๆ  อันมิใช่ทะเบียนเกี่ยวกับการเงิน  รวมทั้งจัดทำบัตรสมาชิกและปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ  ตามข้อบังคับ  ตลอดทั้งปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
 
(6) กรรมการอื่น ๆ  มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
 
ข้อ  27.  ภายใต้บังคับแห่งความในหมวดนี้  ให้นำความในหมวดที่  7  การประชุมใหญ่มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 
หมวดที่  7
การประชุมใหญ่
 
ข้อ  28.  การประชุมใหญ่  ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมใหญ่สมาชิกอย่างน้อยทุกระยะเวลา  12  เดือน  การประชุมเช่นนี้เรียกว่า “การประชุมใหญ่สามัญ”การประชุมใหญ่คราวอื่นนอกจากการประชุมใหญ่ตามวรรคก่อน  เรียกว่า  “การประชุมใหญ่วิสามัญ”
 
ข้อ  29.  กำหนดการประชุมใหญ่  กำหนดการประชุมใหญ่  มีดังนี้
 
(1) ให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี  ภายในกำหนด  120  วัน  นับแต่วันที่สิ้นปีการบัญชีของสมาคม  เป็นประจำทุก ๆ  ปี
(2) ถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่ง  ซึ่งคณะกรรมการของสมาคมเห็นสมควร  หรือสมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่า  1  ใน  4  ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดแสดงความจำนงที่จะให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ  โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อเลขาธิการของสมาคม  ให้คณะกรรมการของสมาคมนัดประชุมใหญ่วิสามัญ  ภายในกำหนดเวลา  15  วัน  นับแต่วันที่ได้รับหนังสือหนังสือบอกกล่าวจะต้องระบุความแจ้งเหตุ  เพื่อการใดที่จะขอให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญนี้ด้วย
 
ข้อ  30  การส่งหนังสือบอกกล่าวนัดประชุม  คณะกรรมการของสมาคมจะต้องส่งหนังสือบอกกล่าว  วัน  เวลา  สถานที่  และระเบียบวาระการประชุมใหญ่ไปให้ไปรษณีย์ลงทะเบียน  ณ  ที่อยู่ของสมาชิกที่ปรากฏอยู่ในทะเบียนหรือส่งให้ถึงตัวสมาชิกก่อนกำหนดวันประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า  7  วันสมาชิกทุกคนได้ทราบ  โดยส่งจดหมายทางภายใต้บังคับของความในวรรคแรก  ในกรณีที่เป็นการนัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี  จะต้องแนบสำเนารายงานประจำปีและสำเนางบดุลซึ่งผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบแล้วไปด้วย
 
ข้อ  31.  องค์ประชุมในการประชุมใหญ่  ในการประชุมใหญ่ของสมาคมจะต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด  จึงจะถือเป็นองค์ประชุม
 
ข้อ  32.  กรณีที่การประชุมในครั้งแรกสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุม  การประชุมใหญ่ที่ได้เรียกนัดประชุม  วันและเวลาใดหากล่วงพ้นกำหนดเวลานัดไปแล้ว  1  ชั่วโมง  ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  ถ้าการประชุมใหญ่คราวนั้นได้เรียกนัดเพราะสมาชิกร้องขอ  ให้เลิกประชุม  ถ้ามิใช่เพราะสมาชิกร้องขอให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นไป  และให้ทำการบอกกล่าวนัดประชุม  วัน  เวลา  และสถานที่ประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งภายในกำหนดเวลา  15  วัน  นับแต่วันประชุมใหญ่คราวแรก  ในการประชุมใหญ่คราวหลังนี้  จะมีสมาชิกมามากน้อยเพียงใดก็ให้ถือว่าเป็นองค์ประชุม
 
ข้อ  33.  ประธานในที่ประชุม  ให้ประธานสมาคมเป็นประธานในที่ประชุมใหญ่  ถ้าประธานสมาคมไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานสมาคมทำหน้าที่แทน  ถ้าทั้งประธานสมาคมและรองประธานสมาคมไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกรรมการคนหนึ่งคนใดขึ้นเป็นประธานในที่ประชุม  และถ้าไม่มีกรรมการอยู่ในที่ประชุม  ก็ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งสมาชิกสามัญคนหนึ่งคนใดขึ้นเป็นประธานในที่ประชุมเฉพาะการประชุมคราวนั้น
 
ข้อ  34.  วิธีออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่  ให้สมาชิกสามัญมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน  โดยมีคะแนนเสียง  รายละหนึ่งเสียง  ทั้งนี้ให้รวมถึงผู้แทนสมาชิกสามัญประเภทนิติบุคคลก็ให้ออกเสียงลงคะแนนได้เพียงคะแนนเดียวเช่นกัน
 
การออกเสียงในที่ประชุมใหญ่ให้ถือปฏิบัติเป็น  2  กรณี  คือ
 
(1) โดยวิธีเปิดเผย  ให้ใช้วิธีชูมือ
 
(2) โดยวิธีลงคะแนนลับ  ให้ใช้วิธีเขียนบัตรลงคะแนน  และจะกระทำได้เมื่อคณะกรรมการสมาคมเห็นสมควร  หรือสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน  ซึ่งเข้าประชุมร้องขอ
 
ข้อ  35.  มติของที่ประชุมใหญ่  นอกจากที่กล่าวไว้เป็นอย่างอื่นในข้อบังคับนี้  ให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมากเป็นมติของที่ประชุมใหญ่  ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
 
ข้อ  36.  กิจการอันพึงกระทำในการประชุมใหญ่  กิจการอันพึงกระทำในการประชุมใหญ่  มีดังนี้
 
(1) รับรองรายงานการประชุมใหญ่คราวก่อน
 
(2) พิจารณารายงานประจำปี  แสดงผลการดำเนินงานในรอบปี
 
(3) พิจารณาอนุมัติงบดุล
 
(4) เลือกตั้งคณะกรรมการของสมาคมเฉพาะในปี  ที่ครบวาระ
 
(5) เลือกตั้งผู้สอบบัญชีประจำปี  และกำหนดค่าตอบแทน
 
(6) กิจการอันที่ต้องกระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่
 
(7) เรื่องอื่น ๆ
 
ข้อ  37.  กิจการอันพึงกระทำในการประชุมสมาชิกประจำเดือน  ได้แก่  กิจการอันเกี่ยวกับการปฏิบัติธุรกิจทั่วไปของสมาคม  นอกจากกิจการที่จำเป็นจะต้องกระทำโดยการประชุมใหญ่สามัญประจำปี  หรือการประชุมใหญ่วิสามัญ
 
ข้อ  38.  การจัดทำรายงาน  บันทึกประชุม  รายงานการประชุมคณะกรรมการการประชุมใหญ่  การประชุมสมาชิกอื่น ๆ  และการประชุมอนุกรรมการ  ให้จดบันทึกไว้ทุกครั้ง  และต้องเสนอต่อที่ประชุมเพื่อรับรองในคราวที่มีการประชุมครั้งต่อไป  รายงานประชุมที่ผ่านการรับรองแล้วสมาชิกจะดูได้ในวันและเวลาทำการ
 
ข้อ  39.  การจัดทำงบดุล  ให้คณะกรรมการสมาคมจัดทำงบดุลปีละครั้ง  และให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อนวันประชุมใหญ่สามัญประจำปีไม่น้อยกว่า  30  วัน
หมวดที่  8
การเงินและการบัญชีของสมาคม
 

ข้อ  40.  ปีการบัญชี  ให้ถือเอาวันที่  31  มีนาคม  ของทุกปีเป็นวันสิ้นปีการบัญชีของสมาคม

ข้อ  41.  อำนาจของผู้สอบบัญชี  ผู้สอบบัญชีซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งมีอำนาจเข้าตรวจสอบสมุดบัญชีและบรรดาเอกสารเกี่ยวกับการเงินของสมาคม  และมีสิทธิสอบถามกรรมการตลอดจนเจ้าหน้าที่ของสมาคมทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีและเอกสารดังกล่าว  ในการนี้กรรมการและเจ้าหน้าที่จะต้องช่วยเหลือ และให้ความสะดวกทุกประการเพื่อตรวจสอบเช่นว่านั้น

ข้อ  42  การเก็บรักษาสมุดบัญชี  และเอกสารการเงิน  สมุดบัญชีและเอกสารการเงินของสมาคมจะต้องเก็บรักษาไว้  ณ  สำนักงานของสมาคมและให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของเหรัญญิกสมาคม

ข้อ  43.  การเงินของสมาคม  เงินสดของสมาคมจะต้องนำฝากไว้  ณ  ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง  ซึ่งตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดซึ่งสมาคมนี้ตั้งอยู่  ในนามของสมาคมโดยความเห็นชอบของที่ประชุมของคณะกรรมการ

ให้มีเงินทดลองจ่ายเกี่ยวกับกิจการของสมาคมไม่เกินวงเงิน  50,000  บาท  (ห้าหมื่นบาทถ้วน)  ในการนี้เหรัญญิกสมาคมเป็นผู้รับผิดชอบและเก็บรักษาตัวเงินการฝากและการถอนเงินจากธนาคารให้อยู่ในอำนาจของประธานสมาคมหรือรองประธานสมาคม  หรือกรรมการคนใดคนหนึ่ง  โดยมติของที่ประชุมคณะกรรมการของสมาคมลงนามร่วมกับเหรัญญิกสมาคม  หรือเลขาธิการสมาคม  รวมเป็น  2  คน

ข้อ  44.  การจ่ายเงินของสมาคม  เหรัญญิกมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน  10,000  บาท  ถ้าเป็นการจ่ายเงินเกินกว่าจำนวนดังกล่าวนี้  ให้ประธานสมาคม  รองประธานสมาคม  หรือเลขาธิการสมาคม  เป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่าย อย่างไรก็ดี  ในกรณีที่เป็นการจ่ายเงินเกินกว่า  100,000  บาทขึ้นไป  จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการสมาคมก่อนเสมอไป

ข้อ  45.  เงินทุนพิเศษ  สมาคมอาจหาเงินทุนพิเศษเพื่อมาดำเนินกิจการและส่งเสริมความก้าวหน้าของสมาคมได้  โดยการเชื้อเชิญบุคคลภายนอกและสมาชิกร่วมกันบริจาคหรือกระทำการอื่นใดตามที่คณะกรรมการเห็น สมควรและไม่ขัดต่อกฎหมาย

หมวดที่  9
การแก้ไขข้อบังคับ  การเลิกสมาคม  และการชำระบัญชี

ข้อ  46.  การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือตัดทอนข้อบังคับ  ข้อบังคับนี้จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัดทอน  เพิ่มเติมได้ก็แต่โดยมติของที่ประชุมใหญ่ โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า  3  ใน  4  ของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุมและจะต้องมีหนังสือแจ้งข้อแก้ไขเพิ่มเติมให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า  7  วัน

ข้อ  47.  การเลิกสมาคม  สมาคมนี้อาจเลิกได้ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้

(1) เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า  3  ใน  4  ของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุมทั้งหมด

(2) เมื่อล้มละลาย

(3) เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  สั่งให้เลิกตามมาตรา  36  แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า  พ.ศ.  2509

ข้อ  48.  การชำระบัญชี  เมื่อสมาคมต้องเลิกไปเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งดังกล่าวในข้อ  47  การชำระบัญชีของสมาคมให้นำบทบัญญัติสมาคมการค้า  พ.ศ.  2509  มาใช้บังคับในกรณีที่สมาคมต้องเลิกไปตามข้อ  47  (1)  ให้ที่ประชุมใหญ่คราวนั้นลงมติเลือกตั้งกำหนดตัวผู้ชำระบัญชีเสียด้วย  และหากต้องเลิกไปตามข้อ  47  (3)  ให้กรรมการทุกคนในคณะกรรมการของสมาคมชุดสุดท้ายที่ได้จดทะเบียนเป็นกรรมการของสมาคมต่อนายทะเบียนสมาคมการค้าประจำกรุงเทพมหานครเป็นผู้ชำระบัญชี

หากมีทรัพย์สินของสมาคมที่เหลือจากการชำระบัญชีให้ยกให้แก่นิติบุคคลในประเทศไทย  ที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกุศลสาธารณะแห่งหนึ่งแห่งใด  หรือหลายแห่งตามมติของที่ประชุมใหญ่

หมวดที่  10
บทเฉพาะกาล

ข้อ  49.  เมื่อนายทะเบียนสมาคมการค้าประจำกรุงเทพมหานคร  ได้อนุญาตให้จัดตั้งเป็นสมาคมการค้าแล้ว  ให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งทั้ง  3  คน ทำหน้าที่คณะกรรมการของสมาคมชั่วคราวก่อนจนกว่าจะได้มีเลือกตั้งคณะกรรมการของสมาคม  ตามข้อบังคับนี้  ซึ่งจะต้องจัดให้มีขึ้นภายในกำหนดเวลา  120  วัน  นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นสมาคมการค้าแล้ว

ข้อ  50.  เพื่อประโยชน์แห่งความในข้อบังคับข้อ  7  ให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งทั้ง  3  คน  ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสามัญ

ข้อ  51.  ให้ใช้ข้อบังคับนี้  ตั้งแต่วันที่นายทะเบียนสมาคมการค้าประจำกรุงเทพมหานคร  ได้อนุญาตให้จัดตั้งเป็นสมาคมการค้าเป็นต้นไป

 



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2014 All Rights Reserved.